ตอนที่ 3 · กระจกคม
เมื่อเจ้าของบ้านเก่าไม่ใช่คนเดิม
อากาศที่บ้านร้างชานเมืองเย็นกว่าที่ปริมจำได้ กลิ่นเสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยดลอยมาก่อนเสียงฝีเท้า — และก่อนที่เพื่อนสมัยเด็กจะปรากฏตรงมุมเดิมที่ทั้งคู่เคยแสร้งทำเป็นไม่รู้จักกัน
มิติเวลา: นาฬิกาในบ้านร้างชานเมืองบอกอย่างหนึ่ง แต่หัวใจของปริมบอกอีกอย่าง ความทรงจำเรื่องชั้นใต้ดินย้อนกลับมาไม่ตรงจังหวะกับปัจจุบัน
บนโต๊ะยังมีแก้วน้ำครึ่งใบ รอยนิ้วของเพื่อนสมัยเด็กจางๆ ริมขอบ ราวกับหลักฐานเล็กๆ ว่าคืนนี้ไม่ได้เป็นแค่จินตนาการของปริม
แสงจากภายนอกเลื่อนผ่านม่าน ทำให้เงาของเพื่อนสมัยเด็กทาบยาวบนพื้น ปริมจำได้ว่าเคยสัญญาไว้กับตัวเองว่าจะไม่กลับมาที่บ้านร้างชานเมืองอีก
“ปริม… ทำไมถึงเงียบ?” เพื่อนสมัยเด็กถามเบาๆ จนเสียงเกือบล้นไปกับเสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยด “ถ้าไม่พร้อมพูด ก็อย่าทำเป็นว่าไม่มีฉันอยู่”
เพื่อนสมัยเด็กไม่ได้พูดอะไรมาก แค่ยืนตรงนั้นก็พอให้ปริมลืมประโยคที่ซ้อมไว้ทั้งหมด ระยะห่างเหลือเพียงลมหายใจกับกลิ่นชื้น
“ฉันไม่ได้หนี” ปริมตอบช้าๆ “แค่ยังไม่รู้ว่าถ้าแตะไปแล้ว… จะถอนมือได้ไหม”
หลักฐานชิ้นเล็กในโรงแรมเก่าสามชั้นไม่เข้ากับคำให้การ ปริมจดบันทึกไว้ในใจ ขณะที่เพื่อนสมัยเด็กดูเหมือนรู้มากกว่าที่พูด — เสียงรอบตัวจางลงเหลือแค่เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยด
ปริมกุมมือแน่น ภาพของชื่อที่ถูกลบวนซ้ำในหัว ใกล้พอจะเอื้อมถึงเพื่อนสมัยเด็ก แต่ไกลพอจะทำให้เสียใจถ้าเลือกผิด ทุกก้าวในบ้านร้างชานเมืองจึงรู้สึกหนักกว่าปกติ
นอกโรงแรมเก่าสามชั้น โลกยังหมุนตามจังหวะเดิม แต่สำหรับปริมทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วตั้งแต่ได้ยินชื่อของเพื่อนสมัยเด็กปนกับชั้นใต้ดิน
“อย่าสัญญาถ้ายังไม่พร้อม” ปริมกล่าว “ฉันทนคำโกหกได้น้อยกว่าความเงียบ”
ถ้าให้ย้อนกลับ ปริมอาจเลือกหนี แต่ตอนนี้ในบ้านร้างชานเมือง การหนีแพงกว่าการเผชิญ เพื่อนสมัยเด็กยืนเป็นคำตอบที่ยังไม่มีป้ายชื่อ
เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เพื่อนสมัยเด็กจะพยัก “ถ้าเธออยู่ ฉันจะเล่าให้หมด แม้เรื่องที่ฉันอยากลืม”
ปริมยังไม่กล้าตอบทั้งหมด แต่ก็ไม่หันหลังอีกต่อไป อย่างน้อยคืนนี้เพื่อนสมัยเด็กจะได้ยินเสียงจริงของหัวใจ
ทั้งคู่ยังไม่ได้จับมือ แต่พื้นที่ระหว่างปริมกับเพื่อนสมัยเด็กแคบลงจนหายใจรู้สึกได้ หลักฐานชิ้นเล็กในโรงแรมเก่าสามชั้นไม่เข้ากับคำให้การ ปริมจดบันทึกไว้ในใจ ขณะที่เพื่อนสมัยเด็กดูเหมือนรู้มากกว่าที่พูด — เสียงรอบตัวจางลงเหลือแค่เสียงพื้นไม้ดังเอี๊ยด
ประตูปิดลงช้าๆ ทิ้งปริมไว้กับคำถามเรื่องชื่อที่ถูกลบที่ดังขึ้นในหัว แต่ครั้งนี้มีภาพของเพื่อนสมัยเด็กปนอยู่ด้วยตลอด
“ฉันไม่ได้มาเพื่อทะเลาะ” เพื่อนสมัยเด็กกล่าว “แค่… ไม่อยากปล่อยให้ชื่อที่ถูกลบตัดสินแทนเราอีกต่อไป” ปริมเงยหน้าขึ้นช้าๆ
ทั้งคู่ยังไม่ได้แตะต้องกัน แต่สายตาบอกมากกว่าคำพูด ปริมรู้ดีว่าถ้าเลือกหนีตอนนี้ ชื่อที่ถูกลบจะชนะโดยไม่ต้องออกแรง
เพื่อนสมัยเด็กขยับเข้ามาอีกก้าว ระยะห่างแคบลงจนปริมได้ยินลมหายใจชัด มือที่เคยกำแน่นเริ่มคลายโดยไม่ตั้งใจ
จบตอนที่ 3 — ปมของชื่อที่ถูกลบยังคุกรุ่น และเพื่อนสมัยเด็กจะกลับมาในจังหวะที่ปริมคาดไม่ถึง
ความคิดเห็น
0